Home HOME Ninja Van บริการโลจิสติกส์สุดฮิต ส่งตรงจากสิงคโปร์

    Ninja Van บริการโลจิสติกส์สุดฮิต ส่งตรงจากสิงคโปร์

    28

    เมื่อพูดถึง Ninja Van ในไทยเชื่อเหลือเกินว่าไม่มีใครไม่รู้จักธุรกิจนี้ ยิ่งถ้าคุณคือมือวางอันดับหนึ่งเรื่องการชอปปิงสินค้าออนไลน์ด้วยแล้วละก็ บอกเลยว่าชื่อนี้จะต้องเป็นอะไรที่คุ้นหูอย่างแน่นอน เพราะแอปพลิเคชันสินค้าออนไลน์ในไทยหลายแอปพลิเคชันนั้นมี “นินจาแวน” คอยให้บริการอยู่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ทางเราจึงไม่พลาดที่จะนำเสนอสาระดี ๆ เกี่ยวกับธุรกิจนี้ให้คุณได้รู้จักกัน จะมีอะไรบ้างเลื่อนลงไปอ่านที่ด้านล่างนี้เลย!

    ทำความรู้จัก Ninja Van ธุรกิจโลจิสติกส์สุดปัง จากดินแดนเมอร์ไลออน

    Ninja Van นั้นเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจโลจิสติกส์ที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในสิงคโปร์เลยก็ว่าได้ โดยบริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดย 3 หนุ่มชาวสิงคโปร์อย่าง Chang Wen Lai, Boxian Tan และ Shaun Chong ภายหลังจากที่เปิดตัวได้ไม่นาน ธุรกิจของพวกเขาก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดการขยายสาขาในต่างประเทศกันอย่างมากมายในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีประเทศไทยของเราด้วยเช่นกัน

    จุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง Ninja Van

    สำหรับจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้นั้นเริ่มขึ้นในปี 2014 เมื่อ 3 หนุ่มชาวสิงคโปร์อย่าง Chang Wen Lai, Boxian Tan และ Shaun Chong ทำธุรกิจขายของด้วยกันแล้วดันติดขัดปัญหาเรื่องขนส่ง พวกเขาจึงเกิดไอเดียทำธุรกิจโลจิสติกส์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเสีย และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจขนส่งชั้นนำจากสิงคโปร์ในปัจจุบัน

    เพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้เองทำให้ปัจจุบันพวกเขาประสบความสำเร็จมีเงินทุนในบริษัทสูงถึง  396.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และสามารถขยายธุรกิจไปที่ต่างประเทศได้หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นประเทศฟิลิปปินส์, ประเทศมาเลเซีย, ประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศเวียดนาม และ ประเทศไทย แว่ว ๆ มาว่าพวกเขามีแพลนที่จะบุกตลาดโลจิสติกส์ของประเทศบรูไนภายในเวลาอันใกล้นี้ด้วย

    การลงทุนของ Investors

    สำหรับการลงทุนครั้งแรกของธุรกิจนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม ปี 2015 รอบ Series A โดย Early Stage Venture เป็นเงินทั้งสิ้น 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และให้เงินลงทุนเพิ่มอีก 30 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2016 ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม ปี 2018 บริษัทได้เงินลงทุนจาก DPD group ทั้งสิน 80 ล้านเหรียญสหรัฐ และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 เมษายน ปี 2020 จาก Geopost และ Zamrud Sovereign Wealth Fund เป็นจำนวนเงินที่สูงที่สุดถึง 279 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

    วิธีสร้างรายได้ในแบบฉบับของ Ninja Van ธุรกิจโลจิสติกส์สุดเจ๋ง

    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่าธุรกิจโจิสติกส์แบบนี้ค่อนข้างเติบโตได้ดี โดยวิธีการสร้างรายได้ของธุกิจนี้ก็คือการจับมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Grab, Lalamove และ Lineman เป็นต้น ซึ่งการทำแบบนี้นอกจากจะช่วยสร้างโอกาสในการเติบโตของธุรกิจผ่านการจับมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่แล้ว บริษัทยังเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากการขนส่งให้แอปต่าง ๆ อีกด้วย

    นอกจากนี้แล้วบริษัทนี้ยังนำธุรกิจเข้าหลักทรัพย์เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าจับจองหุ้นด้วย ซึ่งเงินที่ได้จากตลาดหุ้น ทางบริษัทเองก็จะนำเงินเหล่านั้นไปพัฒนาธุรกิจต่อไปนั่นเอง 

    ทำความรู้จัก 3 ผู้ก่อตั้ง Ninja Van ธุรกิจโลจิสติกส์ชั้นนำจากสิงคโปร์

    ก่อนที่ทั้ง Chang Wen Lai, Boxian Tan และ Shaun Chong จะมาทำธุรกิจนี้ร่วมกันนั้น พวกเขาล้วนผ่านประสบการณ์การทำงานมามากมายอย่างนับไม่ถ้วน เริ่มจากคนแรกอย่าง Chang Wen Lai ซึ่งเป็น CEO ของ Ninja Van ก่อน โดย Chang นั้นหลังจากที่เรียนจบจาก Singapore Management University เขาก็ทำงานเป็นผู้ค้าตราสารอนุพันธ์ที่ Barclays ก่อนที่จะลาออกมาทำงานที่ Marcella ซึ่งการมาทำงานที่นี่ทำให้เขาได้พบกับ Boxian Tan ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็น COO ในปัจจุบัน โดยในขณะนั้น Boxian ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทั่วไปให้กับ Marcella 

    ภายหลังจากที่พวกเขาได้เจอกัน Chang ก็แลกเปลี่ยนความคิดที่จะทำธุรกิจกับ Boxian และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งนินจาแวน แต่ทุกอย่างจะไม่สามารถลุล่วงไปได้ด้วยดีเลยหากขาด Shaun Chong ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็น Chief Technology Officer ในปัจจุบัน โดยในอดีตนั้นก่อนที่จะมาร่วมงานกับบริษัทนี้ เขาเคยทำงานเป็นหัวหน้าวิศวกรที่ Nubefy มาก่อน

    แต่ภายหลังจากที่ Shaun ลาออกจาก Nubefy แล้ว เขาก็ได้มาร่วมมือกับ Chang และ Boxian นั่นจึงทำให้ Ninja Van ถือกำเนิดขึ้นมาและกลายเป็นธุรกิจโลจิสติกส์ชั้นนำของสิงคโปร์ในที่สุดภายในเวลาแค่ 6 ปีเท่านั้น!

    และนี่ก็คือสาระดี ๆ เกี่ยวกับธุรกิจ Ninja Van ที่เรานำมาฝากคุณผู้อ่านในวันนี้ จะเห็นได้ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจของพวกเขาประสบความสำเร็จนั้นมาจากการแบ่งหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน เคารพ และทำงานกันอย่างเป็นทีม ธุรกิจถึงได้เติบโตมาจนถึงปัจจุบันนี้ ดังคำกล่าวที่ว่า 

    Alone we can do so little. Together we can do so much

    คนเดียวก็ทำได้ทีละนิด แต่ถ้ารวมพลังกันเราจะทำอะไรๆได้มากขึ้น

    LEAVE A REPLY

    Please enter your comment!
    Please enter your name here